คนสองคนกำลังฝึกการออกเสียง ed-sound และ s, es-sounds

วิธีการออกเสียง ed, s, es ง่ายๆ ใครก็เรียนเองได้

สำหรับการเรียนภาษาอังกฤษ การออกเสียง หรือทักษะการพูดมีส่วนที่สำคัญเป็นอย่างมาก เพราะถ้าเรามีคำศัพท์เยอะขนาดไหน มั่นใจขนาดไหน แต่หากเราออกเสียงได้ไม่ชัดเจนก็จะทำให้การสื่อสารไม่ถูกต้องได้  อาจเกิดความไม่เข้าใจในการสนทนา โดยการออกเสียงที่ควรรู้ คือเสียง ed และเสียง s, es

1.ทำไมต้องออกเสียงแยกระหว่าง ed, s, es?

แน่นอนว่าในการสื่อสาร หรือการพูดคุยกับคนอื่น เจ้าของภาษา หรือชาวต่างชาติ นอกจากต้องการมีคลังคำศัพท์ที่หลากหลาย เราจำเป็นต้องมีการออกเสียงที่ถูกต้องด้วย เพื่อช่วยให้คนอื่นที่กำลังคุยกับเราหรือรับฟังสี่งที่เราพูดเข้าใจได้ว่าเรากำลังสื่อถึงเรื่องอะไร

ความผิดพลาดของคนบางคนเมื่อเรียนภาษาอังกฤษคือการไม่ให้ความสำคัญในการออกเสียงให้ถูกต้อง และนี่คือปัญหาเพราะเมื่อออกเสียงได้ไม่ถูกต้องก็จะเกิดผลต่อการฟัง ทำให้คนฟังไม่เข้าใจ และเกิดเป็นบทสนทนาที่มีการสื่อสารผิดพลาด

สำหรับคนบางคนที่อยากสอบภาษาอังกฤษได้คะแนนสูงก็ต้องฝึกการออกเสียง ed และ การออกเสียง s, es ให้เป็นด้วย เพราะข้อสอบฟังมีคะแนนสูงในบททดสอบ Toeic ถ้าเรารู้วิธีการใช้แล้ว เราจะไม่เสียคะแนนส่วนนี้ไป ดังนั้นเราต้องเน้นการออกเสียง แยกให้ออก และเรียนวิธีการจำให้ถูกและ วิธีช่วยเราจำได้ง่าย มีดังนี้

การออกเสียง ed ไม่ยากอย่างที่คิด
การออกเสียงชัดเจนมีความสำคัญมากเมื่อคุณเรียนภาษาอังกฤษ

 2.ทำความรู้จักเบื่องต้นกับการออกเสียงในภาษาอังกฤษ


เมื่อใดก็ตามที่คุณเห็นตัวอักษรหรือ สัญลักษณ์ระหว่างเครื่องหมายทับสองอัน (/ /) หมายถึงการออกเสียงหรือน้ำเสียงของคำศัพท์นั้น

  • เสียงก้อง คือเสียงที่ออกมาเมื่อเราพูดแล้วมีเสียงสะท้อนดัง เมื่อคุณพูดอักษร /l/ หรือ  /m /, / n /, / ŋ /,/r/, /l/, /w/, / y /
  • เสียงไม่ก้อง เป็นอีกแบบหนึ่งที่ตอนที่เราพูดออกมาไม่มีเสียงสะท้อนดัง เมื่อคุณพูดอักษร /p/ หรือ  /k/, /f/, /t/, /s/, /θ/, /ʃ/, /tʃ/
  • นอกจากนี้ยังมีการออกเสียงอื่นๆ เช่น  /b/, /g/, /v/, /d/, /z/, /ð/, /ʒ/, /dʒ ที่เราควรจดจำวิธีการออกเสียงให้ถูกต้อง ดังต่อไปนี้

3.วิธีการออกเสียง ed

สำหรับการออกเสียง -ed มี 3 กรณีด้วยกัน คือed  ออกเสียงเป็น /t/, –ed  ออกเสียงเป็น id/ และ–ed  ออกเสียงเป็น/d/ ที่รายละเอียดมีดังต่อไปนี้
กรณี ลงท้ายด้วยเสียงก้อง หรือเรียกได้ว่า Voiced Sound  /b/, /g/,/h/, /j/, /l/, /m/, /n/, /r/, /v/, /w/, /y/, /z/  เมื่อเติม –ed  ให้ออกเสียงเป็น “ด”  /d/
ยกตัวอย่างเช่น

B: grab แกรบ >> grabbed แกรบดฺ, bang แบ็ง >> banged แบ็งดฺ
G: jog จอก >> jogged จอกดฺ, bang แบ็ง >> banged แบ็งดฺ
L: call คอล >> คอลดฺ
M: aim เอม >> เอมดฺ, trimmed  ออกเสียงว่า ทริมดฺ
N: gain เกน >> gained เกนดฺ, opened  ออกเสียงว่า โอเปินดฺ  
Y: fry ฟราย >> fried ฟรายดฺ
Z: whiz วิส >> whizzed วิสดฺ

กรณี ลงท้ายด้วยเสียงไม่ก้อง หรือเรียกได้ว่า “Voiceless Sound” คือ /c/, /k/, /p/, /s/, /x/ /f/, /tʃ/, /ʃ/  เมื่อเติม –ed  ให้ออกเสียง “ท”  /t/
ยกตัวอย่างเช่น

K: walk วอค >> walked วอคุทฺ
P: drop ดร็อพ >> dropped ดร็อพุทฺ, jumped จัมพ >> ออกเสียงว่า จัมพุทฺ
S: kiss คิส >> kissed คิสทฺ

กรณี ลงท้ายด้วย /t/ หรือ /d/  เมื่อเติม  -ed  ออกเสียงเป็น ถิด  หรือ ดิด /ɪd/
  ยกตัวอย่างเช่น

D: 

need นีด >> needed นีดดิด
end เอ็นดึ >> ended เอ็นดิด
add แอ็ด >> added  แอ็ดดิด
decide ดิไซดึ >> decided ดิไซดิด

T:
date เดท >> dated เดทถิด
wanted  ออกเสียงว่า  วอนถิด / วอนหนิด
start สต๊าท >> started สต๊าทถิด

3 a. ยกตัวอย่างการฝึก ออกเสียง ed

A Piece of Paper

Jimmy dropped a piece of paper on the floor. He bent over and picked it up. He folded the piece of paper in two. He put it on the table.He picked up a pencil. He wrote a phone number on the piece of paper. He put the pencil on the table.He picked up the scissors. He picked up the piece of paper. He cut the paper in half. He put one-half of the paper on the table. He put the other half with the phone number in his shirt pocket. He put the scissors on the table”.

แปลว่า:
ชิ้นส่วนของกระดาษ

จิมมี่ทำกระดาษหล่นบนพื้น เขาก้มลงมารับมัน เขาพับกระดาษสองแผ่น เขาวางมันลงบนโต๊ะ เขาหยิบดินสอขึ้นมา เขาเขียนหมายเลขโทรศัพท์ลงบนแผ่นกระดาษ เขาวางดินสอบนโต๊ะเขาหยิบกรรไกรขึ้นมา เขาหยิบแผ่นกระดาษขึ้นมา เขาตัดกระดาษครึ่งหนึ่ง เขาวางกระดาษครึ่งหนึ่งไว้บนโต๊ะ เขาวางเบอร์โทรศัพท์ไว้ในกระเป๋าเสื้ออีกครึ่งหนึ่ง เขาวางกรรไกรบนโต๊ะ

ในบทนี้มีคำศัพท์ที่ออกเสียง ed คือ: dropped  ที่จะออกเสียงเป็น “ดร็อพทึ” เพราะ คำว่า “dropลงท้ายด้วยเสียงไม่ก้อง หรือเรียกได้ว่า Voiceless Sound  เป็นตัว /p/

ส่วนคำว่า picked  จะออกเสียงเป็น  “พิคททึ” เพราะ คำว่า “pickลงท้ายด้วยเสียงไม่ก้อง หรือเรียกได้ว่า Voiceless Sound  เป็นตัว /k/

4.วิธีการออกเสียง s หรือ es

สำหรับการออกเสียง –s หรือ -es มี 3 กรณีด้วยกัน คือออกเสียงเป็น /ɪz/ (หรือ /əz/) และ ออกเสียงเป็น /s/ ,ออกเสียงเป็น /z/ 

รายละเอียดมีดังต่อไปนี้

กรณี ออกเสียง s เป็น /s/ เมื่อคำกริยาเหล่านั้นลงท้ายด้วย /f/, /k/, /p/, /t/, /th/ เช่น…

F: laugh, graph (“-gh” và “-ph” ออกเสียงเหมือน /f/ เลยจะกลายเป็นคำว่า laughs, graphs, )

K: work >> works , cook >> cooks

P: stop >> stops, sleep >> sleeps

T: sit >> sits, stundent >> students

TH: myth >> myths

-กรณี ออกเสียง s เป็น /z/ เมื่อคำกริยานั้นลงท้ายด้วยเสียงก้อง /b/, /d/, /g/, /l/, /m/, /n/, /ng/, /r/, /v/, /y/, /the/ เช่น …

B: crab >> crabs

D: card >> cards

G: bag >> bags

L: fall >> falls

M: swim >> swims

N: pen >> pens

NG: king >> kings

R: run >> runs, wear >> wears

V:  drive >> drives

Y: boy >> boys

THE:  cloth >> clothes

นอกจากนี้ลงท้ายด้วยสระก็ออกเสียง/z/ เช่น  sees, fleas 

กรณี ออกเสียง s เป็นเสียงอิซ /iz/ เมื่อคำกริยานั้นลงท้ายด้วยเสียง /s/, / t /, /d/, /c/, /x/, /z/, /ss/, /ch/, /sh/, /ge/ เช่น…

C: race >> races
S: nurse >> nurses
X: boxe >> boxes
Z: freeze >> freezes
SS: kiss >> kisses
CH: sandwiche >> sandwiches
SH: wishe >> wishes
GE: change >> changes, age >>  ages

ต้องใช้เวลาสำหรับการออกเสียง ed
ควรแบ่งเวลาเรียนภาษาอังกฤษ เพื่อพัฒนาได้ทั้งสี่ทักษะ

4a.ยกตัวอย่างการฝึก ออกเสียง s และ es

SEASONS

Between the months of November and May a wind blows from the west in most parts of Indonesia. It comes from the ocean and carries rain. Clouds build up around the mountains, and every afternoon rain falls. The rain is always heavy, and rivers that can be walked across in the dry season now become dangerous. When it rains the whole day, they may suddenly overflow and cause great damage to the land.”

แปลว่า:
ฤดูกาล
ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงพฤษภาคม มีลมพัดมาจากทางตะวันตกในเกือบทุกพื้นที่ของอินโดนีเซีย มันมาจากมหาสมุทรพร้อมหอบหุ้มอุ้มลมฝน กับเมฆที่ก่อตัวขึ้นรอบภูเขาและมีฝนตกทุกบ่าย ฝนตกหนักเสมอและแม่น้ำที่สามารถเดินข้ามได้ในฤดูแล้งตอนนี้กลายเป็นพื้นที่อันตราย เมื่อฝนตกตลอดทั้งวันแหล่งน้ำอาจล้นและทำให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อแผ่นดิน

ในบทนี้มีคำศัพท์

SEASONS จะออกเสียงเป็น /z/ เพราะมีคำกริยานั้นลงท้ายด้วยเสียง /n/

Parts จะออกเสียงเป็น /s/ เพราะมีคำกริยานั้นลงท้ายด้วยเสียง /t/

Mountains จะออกเสียงเป็น /z/ เพราะมีคำกริยานั้นลงท้ายด้วยเสียง /n/

Falls จะออกเสียงเป็น /z/ เพราะมีคำกริยานั้นลงท้ายด้วยเสียง /l/

Always จะออกเสียงเป็น /z/ เพราะมีคำกริยานั้นลงท้ายด้วยเสียง /y/

4b. ยกตัวอย่างการฝึก ออกเสียง ออกเสียง s และ es

“Learning English

Every year students in many countries learn English. Some of these students are young people, other are teenagers. Many are adults. Some learn at school, others study by themselves. A few learn English just by hearing the language in film, on television, in the office or among their friends. But not many are lucky enough to do that. Most people must work hard to learn another language”.

แปลว่า:
นักเรียนทุกระดับชั้นปีในหลายประเทศเรียนรู้ภาษาอังกฤษ นักเรียนเหล่านี้บางคนเป็นคนหนุ่มสาว ส่วนอีกคนเป็นวัยรุ่น หลายคนเป็นผู้ใหญ่ บางคนเรียนที่โรงเรียนบ้างก็เรียนด้วยตัวเอง เรียนภาษาอังกฤษเพียงเล็กน้อยโดยการฟังภาษาในภาพยนตร์ทางโทรทัศน์ที่ทำงานหรือในหมู่เพื่อน แต่มีไม่มากที่โชคดีพอที่จะทำเช่นนั้น คนส่วนทุกคนตอ้งทำงานขยันมากเพื่อเรียนรู้ภาษาอื่น

ในบทนี้มีคำศัพท์
students จะออกเสียงเป็น /s/ เพราะมีคำกริยานั้นลงท้ายด้วยเสียง /t/
teenagers จะออกเสียงเป็น /z/ เพราะมีคำกริยานั้นลงท้ายด้วยเสียง /r/

5 .เคล็ด ลับในการ ออกเสียง ed, s, es ที่จำได้ง่ายๆ เอามาใช้จริงได้ไม่ยาก

ต้องตั้งเป้าหมายให้ตัวเอง

เมื่อคุณอยากทำเรื่องอะไรก็ตาม ถ้าอยากได้บรรลุเป้าหมาย ก่อนอื่นเราจะต้องรู้ว่า เป้าหมายของเราคืออะไรก่อน เช่นเมื่อคุณอยากพัฒนาทักษะการออกเสียงภาษาอังกฤษที่ดี คุณควรสร้างแผนการฝึกฟัง และฝึกพูด โดยกำหนดขอบเขตเป็นระยะเวลาสำหรับทักษะการพูด

สำหรับ การออกเสียง ed, s, es อย่างน้อยในหนึ่งวันจะต้องใช้ 10-15นาที เพื่อฝึกหัดอ่านประมาณ 20 คำ แล้ววันต่อไปใช้เวลาเรียน 15-20 นาที เพื่อฝึกหัดอ่านประมาณ 25 คำ ค่อย ๆ เพิ่มการฝึกวันละนิด ไม่นานคุณจะบรรลุเป้าหมายในการฝึกฝนได้ในที่สุด

สำหรับผู้เรียนคนใดที่ยังไม่รู้ว่าควรจะสร้างแผนการเรียนการออกเสียงภาษาอังกฤษเบื้องต้นอย่างไหร่ให้ชั่วร์ต้องไม่พลาดกับบทความนี้

ฝึกฟังบ่อย และเลียนแบบตามสำเนียงต่างชาติ

อย่าลืมฝึกฝนสำเนียงควบคู่ไปกับการฝึกฟังด้วย ตอนนี้มีหลากหลายช่องทางให้คุณเลือกสำหรับการฝึกออกเสียง เช่นการฟังเพลง หรือดูหนังที่มีซับไตเติ้ล ฝึกฟังตั้งแต่ระดับที่ออกเสียงช้า จนถึงเร็วไปเรื่อยๆ ลองฟังไปรอบหนึ่งแล้วออกเสียงตาม การเลียนเสียงจะช่วยให้คุณมีสำเนียงที่ถูกต้องได้ แนะนำเว็บไซน์ที่สามารถฝึกฟังสำเนียงอังกฤษแบบฟรีๆ ที่คุณสามารถเรียนด้วยตัวเองเช่น….

ดูวิดีโอแนะนำการออกเสียงพร้อมฝึกพูดกับตัวเองในกระจก

ถ้าคุณสงสัยเกี่ยวกับคำศัพท์ไหนออกเสียงอย่างไร คุณสามารถเข้าไปหาวิธีการออกเสียงนั้นใน Youtube ได้ มีหลายช่องที่ช่วยสอนในเรื่องการออกเสียงให้เราเรียนได้ฟรีผ่านอินเทอร์เน็ต

หลังจากนั้นคุณลองพูดกับตัวเองในกระจก หรือบันทึกเสียงไว้แล้วฟังการออกเสียงของตัวเองถูกหรือผิดอย่างไรเพื่อปรับปรุงให้ดีขึ้น ไม่มีอะไรที่ยากหากใจพยายาม ถ้าคนอื่นเขาทำได้ เราก็จะทำได้เช่นกัน สำคัญคือต้องค้นหาวิธีการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับตัวเอง ตามแนวที่ตัวเองชอบจะช่วยให้คุณกระตือรือร้นกับการเรียนให้มากขึ้น ทำให้การเรียนมีความสนุกสาน ไม่น่าเบื่อง่าย

6.แบบฝึกหัดทบทวน ed, s, es

EXERCISE 1: Choose the word whose underlined part is pronounced differently from the others
แบบฝึกหัด 1: เลือกคำที่มีการออกเสียงแตกต่างจำคำอื่น ๆ

1.

A. arrived  ที่หมายความว่า มาถึง
B. believed ที่หมายความว่า  เชื่อว่า
C. received ที่หมายความว่า  ที่ได้รับ
D. hoped  ที่หมายความว่า  หวังว่า

2. 

A. rubbed ที่หมายความว่า  ลูบ
B. tugged ที่หมายความว่า  ดึง
C. stopped ที่หมายความว่า  หยุด
D. filled ที่หมายความว่า  ที่เต็มไปด้วย

3. 

A. tried ที่หมายความว่า  พยายาม
B. obeyed ที่หมายความว่า  เชื่อฟัง
C. cleaned ที่หมายความว่า  การทำความสะอาด
D. asked ที่หมายความว่า  ถาม

4.
A. Needed ที่หมายความว่า  ที่จำเป็น
B.  booked ที่หมายความว่า  จอง
C. stopped ที่หมายความว่า หยุด
D. washed ที่หมายความว่า  ล้าง

5.  

A. talked ที่หมายความว่า  พูดคุย
B. fished ที่หมายความว่า  ประมง
C. arrived ที่หมายความว่า  มาถึง
D. stepped ที่หมายความว่า  ก้าว

ฉเลย แบบฝึกหัด 1: 1- D,   2- C,  3- D,  4- A,  5- C. 

ยกตัวอย่าง ทำไมข้อที่ 5.  เราถึงจะเลือกคำตอบ C. arrived เพราะว่าคำนี้มีลงท้ายด้วยเสียง /d/ ส่วนสามคำที่เหลือคือ talked, fished, stepped มีลงท้ายด้วยเสียง /t /

EXERCISE 2: Choose the word whose underlined part is pronounced differently from the others
แบบฝึกหัด 2 เลือกคำที่มีการออกเสียงแตกต่างจำคำอื่น ๆ

1. 

A. helps  ที่หมายความว่า   จะช่วยให้
B. laughs   ที่หมายความว่า   หัวเราะ
C. cooks  ที่หมายความว่า    ปรุงอาหาร
D. finds ที่หมายความว่า   ค้นหา

2.
A. develops   ที่หมายความว่า   พัฒนา
B. takes    ที่หมายความว่า    เอา
C. laughs    ที่หมายความว่า    หัวเราะ
D. volumes ที่หมายความว่า  ปริมาณ

3. 

A. sports   ที่หมายความว่า     กีฬา
B. plays   ที่หมายความว่า    การเล่น  
C. chores  ที่หมายความว่า    เหลือเกิน
D. minds  ที่หมายความว่า   จิตใจ

4.
A. dates   ที่หมายความว่า    วันที่
B. bags  ที่หมายความว่า     กระเป๋า
C. photographs ที่หมายความว่า    การถ่ายภาพ
D. speaks ที่หมายความว่า    พูด

5. 

A. repeats ที่หมายความว่า    ซ้ำ
B. classmates ที่หมายความว่า    เพื่อนร่วมชั้น
C. dishes ที่หมายความว่า    จาน
D. attacks ที่หมายความว่า    การโจมตี

ฉเลย แบบฝึกหัด 2 : 1-D, 2-D  3 -A  4-B  5- C . 

ยกตัวอย่าง ทำไมข้อที่ 5 เราถึงจะเลือกคำตอบ C. dishes เพราะว่าคำนี้มีลงท้ายด้วยเสียง /ɪz/  ส่วนสามคำที่เหลือคือ repeats, classmates, attacks มีลงท้ายด้วยเสียง /s/ 

ฝึกการออกเสียง ed ผ่านเว็บไซต์ชื่อดัง

คุณสามารถหาแบบฝึกหัดตามแนวๆ นี้เพื่อลองดูว่าตัวเองทำถูกทำผิดอย่างไร ถ้ามีการฝึกหัดบ่อยๆ คุณก็จะคุ้นกับศัพท์บางคำ ที่ไม่จำเป็นต้องจดจำว่ามันมีลงท้ายด้วยเสียงไม่ก้อง หรือเสียงก้อง หรือหาบทฝึกฟังในเว็บไซน์ต่างๆ ที่ชื่อดังเพื่อสามารถเรียนภาษาอังกฤษ ด้วยตัวเองแบบฟรี ๆ ทุกวันและได้ผลดี เช่น 

การออกเสียง ed เรียนผ่านเว็บไซต์ได้
คุณสามารถเลือกเรียนภาษาอังกฤษแบบออนไลน์ด้วยตัวเองได้ไม่ยาก
  • 5minuteenglish.com เหมาะสมกับผู้ที่ที่ชอบฟังบทบทสนทนาเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เรื่องการงาน ไลฟ์สไตล์ มีให้เลือกหลากหลายที่คุณสามารถเลือกไปฟังได้ พร้อมแถมบท Script ที่มีเนื้อหาให้อ่านไปพร้อมๆ กับการฟังด้วย เพื่อให้มั่นใจได้ว่าคุณจะสามารถเรียนภาษาอังกฤษได้อย่างเต็มที่และได้ผลจริง
  • gistguide.com สำหรับผู้ที่กำลังมองหาเว็บไซน์ที่มีบทฝึกหัดหลากหลาย ที่นี่มีบททดสอบทุกรูปแบบ ทั้งTOEFL และ IELTS ที่มีบทเทสต์การฟังของคุณที่รับรองว่ามีประโยชน์สุด ๆ
  • elllo.org เป็นแหล่งข้อมูลและบทสัมภาษณ์ที่แบ่งเป็นหลายระดับตั้งแต่ 1 – 7 (Low beginner ถึง Advance) พร้อมกับหัวข้อ เนื้อหาน่าสนใจ มาพร้อมกับศัพท์ภาษาอังกฤษที่ใช้บ่อย ช่วยให้คุณพัฒนาได้ทั้งสี่ทักษะในการเรียนภาษาอังกฤษโดยเฉพาะการออกเสียงภาษาอังกฤษ

ทั้งหมดดังคือเป็นข้อมูลที่ทางเราได้รวมรวมจากประสบการณ์ของคนที่เคยเรียนมาจริง นำมาเสนอเพื่อสนับสนุนให้คุณรู้วิธีการออกเสียง ed, s, es ที่ถูกต้อง และใช้หลักที่ช่วยให้จำได้ง่ายๆ  โดยหวังว่าข้อมูลทั้งหมดจะช่วยให้คุณสามารถบรรลุเป้าหมายในการเรียนของตัวเองได้ในที่สุด เพราะการเรียนภาษาอังกฤษสมัยนี้สำคัญมาก นอกจากจะช่วยให้คุณมีโอกาสที่จะก้าวหน้าด้านการทำงานแล้ว ยังช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตของตัวคุณเองให้พบกับสิ่งใหม่ ๆ ที่ดีขึ้นที่เข้ามาในชีวิตของคุณเองอีกด้วย

หากใครที่กำลังมองหาที่เรียนภาษาอังกฤษระดับเทพอย่างกับเจ้าของภาษา อยากรู้เคล็ดลับดี ๆ เกี่ยวกับภาษาอังกฤษ มาที่นี่สิ x3english.co.th แหล่งเรียนภาษาอังกฤษแบบ เข้าใจง่ายได้ด้วยตัวเอง และ คุณยังมีโอกาสที่จะเป็นส่วนหนึงในชุมชนคนรักภาษาอังกฤษกับเรา ชุมชนของเราจะช่วยเหลือท่านให้สู่จุดที่ภาษาอังกฤษนั้นไม่ใช่เรื่องอยากอีกต่อไป

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *