"เรียนภาษาอังกฤษพื้นฐาน" เป็นภารกิจที่ง่าย

[How to] เรียนภาษาอังกฤษพื้นฐานอย่างเฉลียวฉลาด

ภาษาอังกฤษพื้นฐาน เป็นเรื่องที่หลายคนมองข้าม อาจเพราะใกล้ตัวเกินไป ใกล้ตัวที่ว่านี้คือทุกคนได้รับการศึกษาภาษาอังกฤษมาตั้งแต่เล็ก ๆ จนเหมือนกับว่าเป็นเพียงวิชาทั่วไปที่ไม่สำคัญ ไม่จำเป็นต้องรู้รายละเอียด และด้วยวิธีคิดเช่นนี้ทำให้การเรียนภาษาอังกฤษดูยาก ที่เรียนเท่าไหร่ก็ไม่เข้าใจเสียที ซึ่งนั่นเป็นเพราะพื้นฐานไม่แข็งแรงเปรียบเสมือนต้นไม้ที่หากอยากผลหวานก็ต้องบำรุงรักษาต้นตั้งแต่แรกให้ดี ดังนั้นหากอยากได้ภาษาอังกฤษที่แข็งแรงก็ต้องเข้าใจพื้นฐานการเรียนระดับเบื้องต้นเสียก่อน ค่อย ๆ เรียนรู้ ฝึกฝน และความรู้ความเข้าใจก็จะพัฒนาขึ้นตามมาอย่างเป็นขั้นเป็นตอนเอง

ขั้นตอสำหรับการเรียนภาษาอังกฤษพื้นฐาน 

วันนี้ x3english.co.th จะแชร์ให้คุณวิธีการเรียนภาษาอังกฤษพื้นฐาน ที่รับรองว่าหลังจากที่อ่านบทความนี้ไปแล้วการเรียนภาษาอังกฤษจะกลายเป็นเรื่องง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปากเลย

ขั้นตอนที่ 1. ฝึกทักษะการฟัง และออกเสียงให้ชัดเจน

ขั้นตอนที่ 2. ฝึกทักษะการอ่านและทำความเข้าใจเนื้อหา

ขั้นตอนที่ 3. เรียนไวยากรณ์

ขั้นตอนที่ 4. เรียนศัพท์ใหม่ในภาษาอังกฤษ และฝึกทักษะการเขียนควบคู่ไปด้วยกัน

การเรียนภาษาอื่นอย่างไรก็ต้องการใช้เวลาอยู่แล้ว ไม่ควรรีบแบบเรียนผ่านๆ ไม่ควรก้าวข้ามจุดพื้นฐานเพราะมันเป็นจุดที่สำคัญ ดังนั้นเราควรลองใช้วิธีการเรียนภาษาอังกฤษพื้นฐานตามแต่ละขั้นตอนและต้องมีความมุ่งมุ่งมันต่อสี่งที่ทำรับรองว่าเราจะมีความรู้ความเข้าใจแบบก้าวกระโดดในการเรียนแน่นอน

เคล็ดลับเด็ดสำหรับการเรียนภาษาอังกฤษพื้นฐาน
X3english เเนะนำวิธีการเรียนภาษาอังกฤษอย่างสนุกสนาน

ขั้นตอนที่ 1. ฝึกทักษะการฟัง และออกเสียงให้จัดเชน


สำหรับ ภาษาอังกฤษพื้นฐาน ทักษะการฟังการพูดและการออกให้ถูกต้องนั้นสำคัญมาก เพราะเมื่อเราฟังไม่เข้าใจ เราจะไม่รู้ว่าคนอื่นกำลังสื่อถึงเรื่องอะไร ก็จะโต้ตอบกับเพื่อนๆ อาจารย์ หรือลูกค้าเป็นชาวต่างชาติไม่ได้ และเมื่อการไม่ฝึกออกเสียงให้ถูกจะทำให้ตอนที่พูดอะไรออกมาก็ไม่ได้ชัดเจน คนอื่นจะไม่เข้าใจเราพูดอะไร อาจทำให้รู้สึกเขินอาย หมดความมั่นใจเมื่อใช้ภาษาอังกฤษ และเบื่อหน่ายไม่อยากเรียน จนกลายเป็นอาการขาดแรงจูงใจในการเรียนรู้ตามมา

ถ้าอยากพัฒนาทักษะการฟังเราควรเริ่มจากการวางแผนจัดเวลาเรียนให้เหมาะสมและมีความสม่ำเสมอในทุกวัน การเรียนที่มีเป้าหมายชัดเจนจะเป็นตัวช่วยวัดผลว่าระดับการเรียนของเราเป็นอย่างไร เรียนตามวิธีนี้จะเหมาะกับเราหรือยังเพื่อบรรลุเป้าหมายที่สูงสุดตามความเข้าใจ เช่นการกำหนดเวลาาในหนึ่งวันในการใช้เวลาประมาณ 20น. เพื่อฝึกฟัง เริ่มจากบทฟังง่ายๆ ที่หัวข้อเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน

หรือเรื่องทั่วไป ถ้าฟังเข้าใจ ฟังดีขึ้นแล้วก็ลองฟังข่าวต่างๆ และปรับความเร็วให้เหมาะสมกับความต้องการของเรา ไม่จำเป็นต้องฟังเยอะ และไม่จำเป็นต้องฟังแล้วแปลเป็นไทย ฟังก็คือฟังอย่างเดียวให้คุ้นหูก่อน ถ้าเจอศัพท์ไหนแปลกๆ ใหม่ๆ ก็จดไว้ในหนังสือ แล้วหลังจากนั้นหาวิธีการออกเสียง ความหมายของคำแล้วออกเสียงตาม และสร้างประโยคเพื่อฝึกการจดจำคำศัพท์

สามารถเข้าเว็บที่สอนภาษาอังกฤษชื่อดัง อย่าง X3english หรือหาบทฟังต่างๆ ในช่อง Youtube ดูจากหนัง เพื่อฝึกฟัง และออกเสียงตาม เลียนแบบตามสำเนียงต่างชาติ นี่เป็นวิธีที่ดีที่สุดเพื่อจะช่วยให้คุณฝึกฟังและออกเสียงภาษาอังกฤษได้ชัดเจน นอกจากนี้อย่าลืมใช้เวลาสำหรับการฝึกออกเสียงหลักที่มักจะใช้บ่อย เช่น /iː/, /ɜː/, /ɑː/, /eɪ/, /dʒ/, /j/, /θ/, /l/  กับ 40 เสียงตามตาราง IPA พวกเสียงก้อง กับเสียงไม่ก้อง และการขึ้นลงของเสียงเพื่อได้เป๊ะเหมือนต่างชาติ

อย่าลังเล อย่ารีรอในการเรียนภาษาอังกฤษ ถ้าอยากเก่งต้องตั้งใจเรียนและมุ่งมั่นให้เต็มที่ตั้งแต่ตอนนี้ และอย่าพลาดกับเคล็ดลับในการฝึกฟังภาษาอังกฤษ ที่รับรองได้ว่าได้เรียนแล้วนำไปใช้ได้แบบเป๊ะเวอร์อย่างแน่นอน อ่านเพิ่มเติมที่นี่

ขั้นตอนที่ 2. ฝึกทักษะการอ่านและทำความเข้าใจเนื้อหา

สำหรับภาษาอังกฤษพื้นฐาน ทักษะการอ่านเป็นทักษะที่สำคัญจะช่วยคุณเรียนรู้ได้หลายอย่าง เช่นวิธีการเขียนศัพท์ การใช้ไวยากรณ์ที่เป็นแบบทางการและแบบที่ใช้ในชีวิตประจำวันผ่านข่าวสาร หรือบทความเล่าเรื่องของเด็ก หรืออ่าน Sub จากเพลงหรือหนัง มีบางคนก็ชอบอ่านบทความถามตอบในส่วนบททดสอบ Ielts, Toeic, Toefl ,…ซึ่งก็ถือว่าเป็นวิธีที่ดีที่ขอแนะนำ

เมื่อคุณฝักทักษะการอ่านอยู่ที่บ้าน ควรอ่านออกเสียงดังๆ ฟังให้คุ้นหูก่อน แล้วเห็นคำไหนคุ้นแล้วก็ขีดไว้ คราวหน้าจะไม่ต้องหาความหมายของคำนั้น คำไหนใหม่ๆ ก็ค้นหาวิธีการอ่านในพจนานุกรม แล้วอ่านออกเสียงตาม หาความหมายของศัพท์นั้นแล้วจดจำ นอกจากนั้นคุณก็สามารถตั้งคำถามเกี่ยวกับบทความที่พึ่งอ่าน เพื่อดูว่าคุณเข้าใจมากน้อยขนาดไหน หรือลองย่อความหมายหลักๆ ของบทความนั้นก็เป็นหนึ่งวิธีสำหรับการฝึกทักษะการอ่านและทำความเข้าใจเนื้อหาที่หลายคนมักจะใช้งานบ่อยและได้ผลดี

ขั้นตอนที่ 3. เรียนไวยากรณ์ที่สำคัญ

ก่อนอื่นคุณต้องดูว่าในการเรียนภาษาอังกฤษมีไวยากรณ์เกี่ยวกับอะไรที่สำคัญมี่มักจะใช้งานบ่อย เพื่อเรียงลำดับความสำคัญของไวยากรณ์ก่อนเรียนสำหรับการจัดแผนตารางเวลาการเรียนที่เหมาะสม ยกตัวอย่างไวยาการณ์สำคัญที่เราควรรู้ ดังนี้

  • Part of speech หน้าที่ของคำ ภาษาอังกฤษ 
  • Nouns คำนามในภาษาอังกฤษ
  • Determiner คํานําหน้านาม การใช้คำบ่งชี้ซึ่งใช้นำหน้าคำนามในภาษาอังกฤษ
  • การใช้ a / an / the กับคำนามในภาษาอังกฤษ
  • คำกริยา (Verbs) แสดงการเคลื่อนไหว ซึ่งแบ่งเป็นแบบต่างๆ 
  • การเติม s, es ที่คำกริยา
  • Pronouns คำสรรพนามในภาษาอังกฤษ
  • โครงสร้างประโยคภาษาอังกฤษ 
  • แต่งประโยคภาษาอังกฤษ ต้องรู้ประเภทของประโยค ฯลฯ

เพื่อเรียนไวยากรณ์ได้ดี คุณต้องการทำบททดสอบเยอะเพื่อจำวิธีการใช้งานของไวยากรณ์แต่ละประเภคที่สามารถเข้าไปลองค้นหาและทำทดสอบที่เว็บชื่อดังเหล่านี้ X3english.co.th, EnglishGrammar.org, English Grammar Secrets Grammarly Handbook, Perfect English Grammar…รับรองว่าอีกไม่นานคุณก็จะใช้งานอย่างถนัดแน่นอน

ขั้นตอนที่ 4. เรียนศัพท์ใหม่ในภาษาอังกฤษ และฝึกทักษะการเขียนไปด้วยกัน

ถ้าอยากมีการสื่อสารที่ดี หรืออยากเก่งภาษาอังกฤษแน่นอนว่าคุณจะต้องการมีคลังคำศัพท์ที่พอใช้ได้ แล้วถ้าอยากมีคัลงศัพท์ที่เยอะ ที่หลากหลายคุณลองเล่นเกมช่วยจดจำศัพท์ใหม่ หรือตั้งประโยคกับศัพท์ใหม่ ชวนเพื่อนสร้างบทสนทนาจากเกมเล่นเกมหยิบฉลาก และไม่ลืมใช้เวลาเพื่อเขียนบทความสั้นๆ สัก 100-150 คำเกี่ยวกับหัวข้อต่างๆ ที่คุ้นเคยในชีวิตประจำวันก่อน และเพิ่มระดับเป็นหัวข้อที่ยากขึ้นไปเรื่อยๆ เช่น การแนะนำตัว หัวข้อเรื่องอาชีพ เรื่องเกี่ยวกับครอบครัว เกี่ยวกับงานอดิเรก เรื่องอาหารการกิน ถึงจถึงเรื่องข่าวสาร เรื่องวัฒนธรรมฯลฯ แล้วให้เพื่อนที่เป็นชาวต่างชาติ หรืออาจารย์ช่วยแก้ไขให้ วิธีเหล่านี้รับรองได้ว่าคุณจะมีคลังศัพท์ที่ดี พร้อมทักษะการเรียน กับไวยากรณ์ก็จะดีขึ้นเหมือนกัน

X3 เผยเคล็ดลับเด็ดสำหรับการเรียนภาษาอังกฤษพื้นฐาน 

สี่งที่ควรทำถ้าคุณอยากเก่งภาษาอังกฤษ

#1: เรียนรู้คำศัพท์ผ่านประโยคจะช่วยให้คุณทราบวิธีใช้คำศัพท์อย่างรวดเร็ว

เมื่อคุณเรียนคำใดคำหนึ่งในภาษาอังกฤษ แต่เรียนไปเรียนมาก็ลืมไป งั้นทำอย่างไรเพื่อจะช่วยจดจำศัพท์ใหม่ได้นาน X3english จะแนะนำให้คุณวิธีจดจำโดยการตั้งประโยคสำหรับศัพท์เหล่านั้น และเรียนทั้งคำที่มีความหลายตรงข้าม กับความหมายคล้ายๆ พร้อมเรียนตามแต่ละหัวข้อก็จะช่วยให้คุณนึกภาพได้ง่าย จำศัพท์ได้นานมากขึ้น

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อคุณอยากเรียนศัพท์เกี่ยวกับหัวข้อ “Money and Spending” แปลว่า เงินและการใช้จ่าย

ขั้นตอนที่หนึ่งคือ หาศัพท์หลักๆ ที่มักใช้บ่อยเมื่อพูดถึงหัวข้อ “Money and Spending” เช่น

Rich  /rɪtʃ/ ออกเสียงเป็น ริช แปลว่า รวย, ร่ำรวย, มั่งคั่ง

Cheap /tʃiːp/  ออกเสียงเป็น  ชีพ แปลว่า ถูก

Price /praɪs/  ออกเสียงเป็น  พไรซ แปลว่า ราคา

Expensive  /ɪkˈspen.sɪv/ ออกเสียงเป็น  เอ็คซเพน-ซิฝ แปลว่า เเพง

Spend  /spend/  ออกเสียงเป็น  ซเพ็นด  แปลว่า การใช้จ่าย

Save /seɪv/  ออกเสียงเป็น  เซฝ แปลว่า บันทึก, เก็บไว้

Wasteful  /ˈweɪst.fəl/  ออกเสียงเป็น  เวซท-ฟุล  แปลว่า เปลือง

Bill /bɪl/  ออกเสียงเป็น  บิล  แปลว่า ตั๋วเงิน

Luxury  /ˈlʌk.ʃɚ.i/  ออกเสียงเป็น  ลัค-ฌุริ  แปลว่า  หรูหรา

ขั้นตอนที่สองคือ ตั้งประโยคกับศัพท์เหล่านั้น ยกตัวอย่างเช่น

Rich:  Many people want to be rich, but don’t want to work.

Cheap: My new bag is very cheap
Price: What’s the price of this bag?

ขั้นตอนที่สามคือพยายามหาศัพท์ที่มีความหมายตรงข้าม หรือ คล้ายกันมาฝึกฝนในการจดจำ

Rich คำตรงข้ามคือ poor /pʊr/
คำเหมือน opulent /ˈɑː.pjə.lənt/, priceless  /ˈpraɪs.ləs/ , prosperous /ˈprɑː.spɚ.əs/, valuable /ˈvæl.jə.bəl/

Cheap คำตรงข้ามคือ  costly  /ˈkɑːst.li/ ,  valuable /ˈvæl.jə.bəl/ ,  expensive  /ɪkˈspen.sɪv/
คำเหมือน cut-price, not costing a lot of money, Low-price, Low-cost…

และสำคัญที่สุดคือไม่ลืมดูวิดีโอแนะนำวิธีการออกเสียงของแต่ละคำ หรือดูวิธีการออกเสียงจากพจนานุกรม เพื่อออกเสียงได้อย่างถูกต้องเพราะถ้าออกเสียงผิดจะทำให้คนอื่นไม่เข้าใจว่าเราพูดอะไร ลองทำไปตามวิธีนี้รับรองว่าคุณจะไม่ลืมศัพท์ที่เคยเรียนมา รวมศัพท์ใหม่ๆ ที่เรียนรู้เพิ่มในแต่ละวัน

สำหรับภาษาอังกฤษพื้นฐานการตั้งเป้าหมายสำคัญมาก
ควรจัดเวลาเรียนอย่างสม่ำเสมอถึงจะได้ผลดี

#2: สื่อสารบ่อยเพื่อก้าวผ่านอุปสรรคทางภาษา

บางคนมักจะไม่มีความมั่นใจเมื่อสื่อสารกับชาวต่างชาติ อาจารย์สอนภาษา หรือเพื่อนที่เรียนเก่ง เพราะคิดว่าทุกคนจะหัวเราะเมื่อเราพูดอะไรผิดไป หรือตำหนิเราเพราะเราโต้ตอบไม่ได้ แต่นั่นไม่ใช่อย่างที่คิด

สำหรับ ภาษาอังกฤษพื้นฐาน หรือภาษาใดภาษาหนึ่งก็ต้องการใช้เวลา ทุกคนมีจุดเริ่มต้นที่เหมือนกัน แต่ถ้าคุณหาวิธีการเรียนที่ถูกต้องคุณก็จะเก่งได้เหมือนคนอื่นหรือเก่งกว่าด้วยซ้ำ และแน่นอนว่าใครๆ ก็เคยผ่านจุดที่เริ่มฝึกพูดมาก่อนแล้ว และพวกเขาจะไม่จับผิดเมื่อเห็นคุณกำลังฝึกพูด หรืออกเสียงยังไม่แม่น อีกทั้งยังยินดีที่จะช่วยเราอีกด้วย เพียงแค่เรากล้าที่จะพูด กล้าที่จะแสดงความคิดเห็น และรับฟังความคิดเห็นในเรื่องที่ทำผิดพลาดเพื่อแก้ไขให้ถูกต้องอย่างจริงใจ

#3: เรียนรู้ตามเทคนิค “Shadowing”

หลายคนมักจะคิกว่าการเรียนรู้ตามคนใดคนหนึ่งคือวิธีการเรียนแบบเลียนแบบ หรือ “copy”  แต่ไม่รู้ว่าวิธีนี้ในภาษาอังกฤษได้เรียกชื่อว่า วิธีเรียนแบบ “Shadowing” หมายถึงว่าการพยายามที่จะเรียนตามบทความหนึ่ง หรือบทสนทนาหนึ่งแบบร้อยเปอร์เซน โดยวิธีนี้จะช่วยให้ผู้เรียนออกเสียงเป๊ะเวอร์ตามสำเนียงชาวต่างชาติ โดยคุณก็สามารถใช้ เทคนิค “Shadowing” เมื่อคุณดูหนังที่บ้าน หรือฟังเพลงที่คุณชอบ ออกเสียงตามนั้นแล้วปรับความเร็วไปเรื่อยๆ เริ่มจากบทความง่ายจนถึงยาก เลือกอันที่เหมาะสมกับความสามารถของตนเอง

#4: เก็บสมุดบันทึกไว้ตัว

สำหรับภาษาอังกฤษพื้นฐาน หรือถึงระดับไหนก็ตาม เครื่องมือที่จะช่วยคุณในการบันทึกศัพท์ หรือตัวอย่างประโยคที่ดีๆ ก็คือสมุดบันทึกของคุณนั้นเอง เพราะเราไม่สามารถจำได้ทุกอย่างดังนั้นเราต้องมีวิธีเพื่อจดจำสี่งที่สำคัญ พร้อมฝึกทบทวน เพื่อทำให้เรามั่นใจในการเรียนมากขึ้น สมัยนี้คุณก็สามารถใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือช่วยคุณเรื่องนี้ได้ เช่น การเก็บบันทึกเนื้อหาที่คุณสนใจในโทรศัพท์และเปิดมาดูตอนไหนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นตอนนั่งรอรถเมล์ หรือตอนทำอาหาร เป็นต้น

วิธีการจดจำที่แนะนำก็คือการจดไว้เฉพาะศัพท์ใหม่ๆ เท่านั้น คำไหนที่คุณทราบความหมายแล้วเราจะไม่เขียนซ้ำ พยายามสร้างประโยค หรือวาดรูปแบบ “Mind Map” เพื่อเห็นให้ชัดถึงความเกี่ยวข้องกันของศัพท์ หรือไวยาการณ์ต่างๆ ที่มีในภาษาอังกฤษพื้นฐาน

มีหลายวิธีสำหรับการเรียนภาษาอังกฤษพื้นฐาน
เมื่อเรียนเรียนภาษาอังกฤษพื้นฐานเราควรคิดเป็นภาษาอังกฤษ

#5: จดจำไว้ไวยากรณ์ที่สำคัญ 


เพื่อการจำไวยากรณ์ได้นาน คุณควรฝึกอ่านให้มากขึ้น และเขียนเยอะขึ้น ตอนนี้ในอินเทอร์เน็ตมีหลายเว็บไซต์ที่สามารถช่วยคุณฝึกฟังบทความตามหัวข้อต่างๆ ตั้งแต่หัวข้อใช้ในชีวิตประจำวันถึงหัวข้อที่ยาก เช่นข่าวสารต่างๆ หรือแบบทดสอบการฝึกวิธีการใช้ไวยากรณ์ หมั่นเรียนรู้ให้สม่ำเสมอเพราะไวยาการณ์เป็นสี่งที่สำคัญมากช่วยคุณได้คะแนนดีในการสอบต่าง ๆ ในรูปแบบวิชาการ

สิ่งที่ไม่ควรทำสำหรับการเรียนภาษาอังกฤษ

#1: แปลจากภาษาไทยจะอ่อนไหวเมื่อใช้ภาษาอังกฤษ

สำหรับภาษาอังกฤษพื้นฐาน คุณไม่ควรคิดศัพท์แล้วแปลเป็นภาษาไทยก่อน เพราะมันจะทำให้คุณอ่อนไหวเมื่อใช้ภาษาอังกฤษ คุณสามารถ “Think in English”  คือคิดทุกอย่างเป็นภาษาอังกฤษตั้งแต่สี่งของที่คุณเจอในชีวิตประจำเช่น แทนที่จะบอกว่า นี่คือปากกา คุณจะบอกว่า “This is a pen”, แทนที่จะคิดว่า “นี่คือครอบครัวของฉัน” คุณจะคิดว่า “This is my fa1mily” …และลองฝึกอธิบายบางอย่างเป็นภาษาอังกฤษเช่น

Decorate /ˈdek.ər.eɪt/  หมายถึง การตกตแต่งบางอย่างให้ดูดีขึ้น คุณก็จะคิดเป็นภาษาอังกฤษทั้งประโยคเพื่ออธิบายความหมายของศัพท์นั้นคือ to make a place look nice

Place  /pleɪs/ หมายถึง สถานที่คือบ้าน พื้นที่สถานที่เฉพาะ คุณก็จะคิดเป็นภาษาอังกฤษทั้งประโยคเพื่ออธิบายความหมายของศัพท์นั้นคือ a home, an area, a specific location…

Drive  /draɪv/ หมายถึง การเดินทางที่ไหนซักแห่งในยานพาหนะ คุณก็จะคิดเป็นภาษาอังกฤษทั้งประโยคเพื่ออธิบายความหมายของศัพท์นั้นคือ a Journey somewhere in a vehicle …

# 2: ไม่ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนสำหรับการเรียนของคุณ

ถ้าเราไม่ตั้งเป้าหมายให้การเรียนว่าใช้เวลาเรียนเท่าไหร่ถึงจะก้าวกระโดดจากจุดเดิมเราจะขาดแรงบรรดาลใจในการเรียน ถ้าเจออุปสรรคก็จะรู้สึกท้อแท้ง่าย เพราะไม่มีเป้าหมาย ดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะตั้งเป้าหมายในการเรียนให้ชัดเจน เพื่อสร้างวินัยและเป็นการฝึกฝนตัวเอง สร้างแผนการเรียนที่เหมาะสมว่าเวลาไหนจะเรียนอะไร เรียนกี่นาที่ ยี่งละเอียดยี่งดี และอย่าลืมชมเชยตัวเองถ้าทำดีตามแผน แค่พูดกับตัวเองว่า เราสามารถทำได้ หรือภาษาอังกฤษคือ “ I can do it” รับรองว่าการเรียนจะมีประสิทธิภาพที่ดีเยี่ยม


#3: ไม่มีความมั่นใจ ไม่อยากพูดเพราะกลัวผิด

บางคนตอนที่เรียนภาษาอังกฤษพื้นฐาน ก็มักจะมองผ่านเรื่องฝึกทักษะการพูด เรียนศัพท์ได้เยอะแยะแต่ไม่ค่อยเอามาใช้งานจริง แค่คิดเองว่าเราเข้าใจนะ เราจะตอบได้นะ แต่ไม่เคยพูดออกมาเลยไม่รู้ตัวว่าการออกเสียงเราผิดมาก แล้วบางคนก็เกิดอาย ออกอาการกลัวตอนที่คุยกับคนต่างชาติ เพราะคิดว่าเราพูดไม่ดีแล้วจะกล้าไปพูดต่อหน้าคนอื่นได้ไง 

แต่จริง ๆ ถ้าเรายิ่งฝึกฟัง ฝึกพูดและโต้ตอบกับชาวต่างชาติ หรือคนที่เก่งภาษาอังกฤษเราจะยิ่งมีโอกาสที่จะเก่งเหมือนเขา การสร้างบทสนทนาหรือชวนคนอื่นคุยเป็นภาษาอังกฤษกับเราก็หมายถึงว่าเรากำลังหาทางออกที่ดีให้ตัวเอง ออกจากตวามไม่มั่นใจ ไม่กล้าใช้ภาษาอังกฤษ คุณสามารถสร้างสี่งแวดล้อมสำหรับการเรียนรู้ของตัวเองได้เริ่มจากความกล้าที่พูดเท่านั้นเอง

#4: ไม่มีความสร้างสรรค์ ไม่กระตือรือร้นกับการเรียน

บางคนเรียนนานหลายๆ ปีแต่ไม่เก่งภาษาอังกฤษเพราะสำหรับเขาการเรียนนั้นไม่มีความสุข เรียนเหมือนถูกบังคับเลยทำให้ระหว่างเวลาเรียนไม่มีความกระตือรือร้น ไม่อยากค้นคว้าสี่งที่น่าสนใจในการเรียน ดังนั้นคุณควรหาและศึกษาเบื้องต้นก่อน ว่าวิธีการเรียนเหมาะกับตัวคุณเอง เพราะแต่ละคนมีลักษณะไม่เหมือนกัน

บางวิธีการเรียนนี้อาจจะเหมาะกับคุณแต่ไม่เหมาะกับคนอื่น ดังนั้นหาวิธีที่เราว่าเหมาะสมและลองปรับใช้ดู เช่นบางคนชอบเรียนจากหัวข้อที่เขาชอบก่อน บางคนชอบเรียนกับเพื่อนต่างชาติ บางคนชอบดูจากหนัง หรือเพลง บ้างก็มีที่เรียนผ่านเกมต่างๆ หาหนังสือที่น่าสนใจมีรูปแบบสวยๆ เพื่อทำให้การเรียนไม่น่าเบื่ออีกต่อไป


#5:มองข้ามส่วนเนื้อหาที่สำคัญ

ภาษาอังกฤษพื้นฐาน คือการเรียนเริ่มจากง่ายจนถึงยาก เรียนตามขั้นตอน ไม่ควรรีบ ไม่ควรมองผ่านจุดเนื้อหาพื้นฐานอย่างเช่นการออกเสียง การเรียนไวยากรณ์ที่ใช้บ่อย เป็นต้น แต่หลายคนมักจะผิดตรงนี้ ทำให้ยิ่งเรียนไปยิ่งเห็นผลได้ช้า เพราะไม่มีความรู้พื้นฐานดีๆ ดังนั้นคุณต้องดูก่อนว่าสำหรับการเรียนภาษาอังกฤษ เนื้อหาอะไรเป็นเนื้อหาที่สำคัญ แล้วเรียงลำดับความสำคัญ จัดเวลาเรียนให้เหมาะสม ทั้งหมดคือวิธีการเรียนภาษาอังกฤษพื้นฐานอย่างชาญฉลาด ที่ X3english.co.th ฝากไว้ให้คุณและหวังว่าผู้เรียนทุกคนจะบรรลุเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ได้ในเร็วๆ นี้ อย่าลืมติดตามเว็บไซต์การเรียนการสอนภาษาอังกฤษออนไลน์ด้วยตัวเองของ X3english เพื่อรับสารดีและเคล็ดลับดี ๆ เกี่ยวกับภาษาอังกฤษในทุกวัน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *