แจกฟรี วิธีเรียนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ Grammar ที่ดีที่สุด 2020 _ English grammar

แจกฟรี วิธีเรียนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ Grammar ที่ดีที่สุด 2020

ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษมีความสำคัญขนาดไหนสำหรับการเรียนภาษาอังกฤษของคุณ ?

ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมากเมื่อคุณอยากใช้ภาษาอังกฤษให้เป็น แต่ไวยากรณ์ก็ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะมันขึ้นอยู่กับเป้าหมายในการเรียนของคุณด้วย เช่นคุณอยากเรียนเพื่อสื่อสาร จะแตกต่างกับคนที่อยากเรียนเพื่อผ่านการสอบเขียนได้คะแนนดี สำหรับการสื่อสารทั่วไปถ้าเรามีคลังคำศัพท์เพียงพอ ฝึกออกเสียง ฝึกพูดบ่อยก็จะโต้ตอบได้ไว ส่วนสำหรับการสอบต่างๆ ถ้าเราฝึกเขียน และลองทำบททดสอบบ่อย ๆ ก็จะคุ้นกับข้อสอบและจดจำไวยากรณ์ภาษาอังกฤษต่างๆ ได้ดีจากนั้นโอกาสที่จะได้คะแนนสูงก็จะตามมา 

แต่คุณควรเรียนครบทั้งสี่ทักษะสำคัญของภาษาอังกฤษคือ การฟัง พูด อ่าน เขียนเพื่อสามารถใช้ภาษาอย่างคล่องแคล่ว และอย่างน้อยเราก็ต้องทราบไวยากรณ์ภาษาอังกฤษแบบพื้นฐานก่อนให้แน่น เพื่อสร้างโอกาสและความเข้าใจในระดับสูงกว่าสำหรับการเรียนในทุกทักษะ

X3english พร้อมเผยเคล็ดลับช่วยคุณเรียนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษแบบง่าย ๆ 

เพื่อสนับสนุนให้การเรียนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษของคุณ วันนี้ X3english ขอแนะนำเคล็ดลับต่างๆ เพื่อช่วยคุณเรียนได้แบบง่าย ๆ และจำได้นานเปิดโอกาสในทั้งการงานและการเรียน ตอบสนองความต้องการของผู้เรียนทุกคนที่กำลังมองหาวิธีหรือแนวการเรียนภาษาอังกฤษที่ถูกต้องด้วยตัวเอง ประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย เหมาะสำหรับผู้เรียนทุกระดับ

ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษไม่ยากอย่างที่คิด
ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษเป็นสี่งที่สำคัญมากที่ผู้เรียนไม่ควรมองผ่าน

#1. ต้องตั้งเป้าหมายสำหรับการเรียนของคุณอย่างชัดเจน

ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามถ้าคุณอยากบรรลุเป้าหมายคุณต้องตั้งเป้าหมายก่อน เลือกเป้าหมายที่เหมาะสมกับความสามารถค่อย ๆ ฝึกฝนทำไปทีละขั้นตอนโดยเฉพาะการเรียนภาษาใหม่ ๆ ที่จำเป็นต้องใช้เวลาอยู่แล้ว ซึ่งถ้าคุณอยากเก่งไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ งั้นก็ต้องลองตั้งเป้าหมายให้ตัวเองว่าคุณจะทำได้ภายในกี่เดือน หรือเดือนไหนจะเรียนอะไร จะเรียนเพื่ออะไร ยี่งรายละเอียดก็จะยี่งดีสำหรับคุณ เพราะบางคนระหว่างการเรียนเจออุปสรรเล็กๆ น้อยๆ ก็ท้อแท้ง่ายๆ เพราะเขาไม่ได้ตั้งเป้าหมายให้ตัวเองเลยขาดแรงบันดาลใจสำหรับการเรียน

จะไม่เหมือนกับคนที่มีเป้าหมายชัดเจนตั้งแต่เริ่มเรียน แล้วเพราะเขาจะได้รู้ว่าเขาจะได้รับอะไรหลังจากเรียนรู้ว่าในกี่เดือนจะเรียนอะไรได้บ้าง ต้องเริ่มจากหัวข้ออะไร คนเหล่านี้เขามีความมุ่งมันอย่างสูงสำหรับการเรียน ถ้าเจออุปสสรรคก็จะผ่านพ้นมาได้โดยไม่ยากลำบาก วันหนึ่งเขาก็จะบรรลุเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ได้ในที่สุด

ถ้าคุณทราบเป้าหมายคืออะไรแล้วก็บันทึกเอาไว้ ทุกครั้งที่เปิดอ่านคุณจะเห็นเป้าหมายนั้นเป็นแรงจูงใจให้คุณอยากเรียนรู้และค้นค้วาได้มากขึ้น จะไม่ท้อแท้ง่าย นี่ก็เป็นวิธีหลายคนเคยใช้มาก่อน เช่น อยากท่องศัพท์ใหม่ ก็เขียนในกระดาษโน้ตแล้วติดไว้รอบ ๆ ห้องที่เห็นได้โดยง่าย สร้างการจดจำได้ดี เป็นต้น

#2. เริ่มจากเนื้อหาที่ง่ายจนถึงยาก

ถ้าคุณอยากใช้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษได้แม่นภายในสองเดือนคุณก็ต้องลงรายละเอียดมาว่าสี่งที่คุณจะทำคืออะไรในแต่ละวัน แต่ละสัปดาห์ ยิ่งละเอียดก็ยี่งดีและอย่าลืมปัจจัยที่สามารถช่วยคุณเข้าสู่ความสำเร็จได้ควรเริ่มจากสี่งที่เล็กๆ ก่อนเช่นก่อนที่เขียนบทความหนึ่งได้เก่งก็ต้องเขียนประโยคได้ดี ก่อนที่จะเขียนประโยคได้ดีก็ต้องท่องศัพท์ได้แม่น เรียนวันละนิด ทีละนิดไม่ต้องเร่งรีบแต่ต้องตามแผน ต้องมีเป้าหมายชัดเจนว่า เรียนจุดนี้ได้อะไร เรียนจุดนั้นได้จะช่วยเราใช้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษเก่งขึ้นหรือเปล่า เป็นต้น

ยังไงก็ตามเรื่องที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นจะช่วยให้คุณมีโอกาสก้าวหน้ามากขึ้นในทั้งการเรียน และการทำงาน เสริมสร้างความมั่นใจเพื่อสื่อสารกับชาวต่างชาติที่เขาอาจเป็นลูกค้า หรือเป็นอาจารย์สอนภาษา ดังนั้นคนเราควรปรับตัวไปเรื่อยๆ ถ้าคุณมีคลังศัพท์เพียงพอในระดับหนึ่งแล้ว อย่าหยุดนิ่งตรงนั้น พยายามเรียนรู้เพิ่มความรู้เรื่องสร้างประโยคให้ดี ๆ พร้อมเรียนรู้ไวยากรณ์ที่สำคัญๆ รับรองว่าคุณจะมีอนาตดที่ดีแน่นอน

เรียนรู้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษทีละขั้นตอน
การเรียนรู้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษใช้ความเพียร อย่ารีบเกินไป! ทำทีละขั้นตอน

ดูวิดีโอเกี่ยวกับวิธีใช้ชนิดของคำในภาษาอังกฤษ คำบุพบท, คำสันธาน, คำอุทาน จะเห็นได้ว่าการใช้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษไม่ยากอย่างที่คิด ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ถ้ามีเเนวทางเเละเอสารเเนะนำที่ดีเเละน่าเชื่อถือดังนี้

#3. ใช้เวลาสำหรับเนื้อสำคัญที่มักใช้บ่อย

ความพลาดของหลายๆ คนเมื่อเริ่มเรียนภาษาอังกฤษก็คือวางเป้าหมายที่สูงมาก อยากเก่งหลายอย่างในเวลาเดียวกัน แต่ความสามารถของคนเราก็ไม่เหมือนกัน บ้างทีสี่งที่เราคาดไว้มันก็เกินความสามารถของเราทำให้การเรียนหนัก ไม่มีความสุข เกิดความเบื่อหน่ายง่ายๆ สำหรับการเรียนภาษาอังกฤษก็เหมือนกัน เมื่อเริ่มเรียนจากระดับพื้นฐาน ให้เริ่มจากสี่งที่ใกล้ตัวที่พบบ่อยในชีวิตประจำวันได้ เรียนรู้สี่งที่เราสนใจไว้ก่อนเพื่อสร้างความกระตือรือร้นสำหรับการเรียนรู้ จะทำให้เราชอบการเรียนอยากเรียนมากกว่าเรื่องบังคับให้ตัวเองต้องเก่งเหมือนคนนั้นคนนี้แล้วเกิดความเครียดจนทิ้งทุกอย่างในที่สุด

สำหรับการเรียนไวยากรณ์แน่นอนอยู่แล้วว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ง่ายๆ ถ้าเราไม่มีแผนเรียนอย่างชัดเจน เรียนมั่วๆ ไปจะไม่มีวันบรรลุเป้าหมายได้ ดังนั้นผู้เรียนควรเริ่มจากการเรียงเนื้อหาสำคัญก่อน อะไรที่สำคัญกว่าก็ใช้เวลาเรียนให้เพียงพอ การเรียนไวยากรณ์ก็เริ่มจากสี่งที่มักจะใช้บ่อยคือ  5 Tense ภาษาอังกฤษที่คุณจำเป็นต้องรู้อย่างเช่น

  • Present Simple Tense  โดยมีโครงสร้างคือ : S (Subject) + V.1 (Verb ช่อง1) + O (Object)
  • Present Continuous Tense โดยมีโครงสร้างคือ : S (Subject) + Verb to be (is, am, are,) + V.1(เติม ing)
  • Past Simple Tense โดยมีโครงสร้างคือ : S (Subject) + V.2 (Verb ช่อง2) + O (Object)
  • Future Simple Tense โดยมีโครงสร้างคือ : S (Subject) + will, shall + V.1 (Verb ช่อง1) + O (Object)
  • Future Perfect Continuous Tense โดยมีโครงสร้างคือ : S (Subject) + will, shall + have + been + V.1 (เติม ing) + O (Object)

#4. เรียนอย่างสม่ำเสมอและไม่ลืมทำบททดสอบ

ต้องแบ่งเวลาเรียนให้เหมาะสม ที่สำคัญคือเรียนอย่างสม่ำเสมอ เรียนทุกวันไม่ว่าจะเป็นวันหยุด หรือจะไปเที่ยวที่ไหนก็ตามเรายังสามารถเรียนได้ หรือทบทวนบทเรียนเดิมๆ ก่อนหน้านั้นได้ เรียนได้ทุกที่ทุกเวลาไม่ว่าจะเป็นตอนนั่งรถเมล์ ตอนออกกำลังกาย หรือตอนทำกับข้าว ตอนอาบน้ำ แค่เราคิดเป็นภาษาอังกฤษมันก็เป็นวิธีทบทวนที่ดีและเพียงพอแล้ว

ถ้าจะเรียนศัพท์ใหม่ก็ใช้วันละสัก 10-15น. หากฝึกทักษะการฟังก็เลือกบทฟังที่น่าสนใจ หรือถ้าอยากเรียนไวยากรณ์ก็ตั้งใจอ่านหนังสือหรือทำแบบทดสอบที่ค้นหาได้ง่ายๆ ในเว็บไซต์สอนภาษาอังกฤษแบบฟรีๆ ที่ช่วยคุณเรียนรู้ด้วยตัวเองได้เช่น X3english.co.th การเรียนรู้ทุกวันก็จะทำให้คุณใกล้กับเป้าหมายที่วางไว้มากขึ้น

พยายามใช้ความสร้างสรรค์สำหรับการเรียน เช่นถ้าอ่านหนังสือเบื่อ ๆ แล้ว เราลองปรับเป็นดูหนัง หรือฟังเพลงภาษาอังกฤษช่วยได้ ทั้งคลายเครียด ผ่อนคลาย ช่วยจำศัพท์ หรือสร้างประโยคได้ด้วย หรือไม่ก็ชวนเพื่อนมาเรียนด้วย ชวนกันสร้างบทสนทนสำหรับศัพท์ใหม่ๆ หรือสร้างประโยคจากการฉับฉลากได้ศัพท์ไหนก็ตั้งประโยคแล้วแปลประโยคนั้น เป็นต้น มีหลายวิธีที่จะช่วยให้การเรียนรู้ไม่น่าเบื่ออีกต่อไป

X3english แนะนำวิธีเรียนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ
ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษต้องการใช้บ่อยถึงจะจำได้นาน

#5. เรียนรู้หลักการเรียนภาษาคือ ฟัง พูด อ่าน เขียน ไปพร้อมกัน

สำหรับการสื่อสารคุณสามารถใช้ไวยากรณ์ที่พลาด หรือไม่ถูกต้องสัก 10-15% ชาวต่างชาติก็ยังเข้าใจได้ แต่ถ้าคุณอยากเก่งแบบมือโปร มีโอกาสก้าวหน้ามากขึ้นคุณก็ต้องเสริมสร้างความรู้ครบทั้งสี่ทักษะ คือการ ฟัง-พูด-อ่าน-เขียนเพราะทั้งสี่ทักษะนี้มีความช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้ดี เช่นเมื่อคุณสามารถเรียนศัพท์เยอะผ่านการอ่านหรือโต้ตอบกับคนอื่น สามารถจดจำไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ ผ่านการอ่าน ส่วนถ้าฟังเยอะจะช่วยให้คุณในการออกเสียงแม่นๆ ดังนั้นควรจะเรียนไปพร้อมกันตามแนวนี้

+ สำหรับทักษะการฟัง: ยิ่งฝึกฟังเยอะยิ่งดี ฟังจากบทฟังในเน็ต ฟังจากเพลงสากล ฟังจากข่าวสารต่างๆ หัวข้อที่หลากหลาย ตอนฟังก็เน้นฟังไปให้คุ้นหูก่อน ไม่จำเป็นต้องแปลความหมายตอนฝึกฟังในช่วงแรก

 + สำหรับทักษะการพูด: ต้องกล้าพูด และออกเสียงตามที่สิ่งได้ฟังมา ลองเลียนแบบตามสำเนียงต่างชาติ หรือของใครที่คุณอยากได้สำเนียงที่เหมือนกับคนนั้น ก็ไปเรียนตามเขา เป็นเทคนิคที่เรียกว่า “Shadowing”.

+ สำหรับทักษะการอ่าน: ต้องอ่านเรื่องที่ทำให้เราสนใจ เกิดความกระตือรือร้น อ่านสำนวน ประโยคภาษาอังกฤษที่ใช้บ่อย คำที่ใช้บ่อย การอ่านจะทำให้คุณรู้ว่าในแต่ละกรณีเราจะใช้ไวยากรณ์แบบไหนบ้าง

+ สำหรับทักษะการเขียน: ถ้าคุณฝึกอ่านมากขึ้น เรียนศัพท์ไปเยอะพอสมควรคุณก็จะเห็นว่าการเขียนของตัวเองดีกว่าเดิมแน่นอน และสำหรับการเขียนการใช้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษที่ถูกต้องจะสำคัญมาก มันทำให้ประโยคหรือบทความสมบูรณ์แบบตามที่เราต้องการ 

#6. เลือกแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ

ไม่ว่าจะเป็นกวรเรียนในระดับไหนก็ตาม สำหรับการเรียนที่ดีต้องการมีแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือเพื่อช่วยให้มีข้อมูลที่หลากหลายและครบถ้วน ตอบสนองความต้องการของผู้เรียน เช่นเว็บไซต์การเรียนการสอนภาษาอังกฤษ X3english.co.th ที่จะช่วยให้คุณเรียนรู้ทักสี่ทักษะในภาษาอังกฤษ พร้อมแนวทางการเรียนที่เหมาะสมกับแต่ละระดับ มีแผนการเรียนที่ช่วยคุณบรรลุเป้าหมายได้ไว ยกตัวอย่างเช่น

  • ถ้าคุณมีวัตถุประสงค์คือ การสื่อสารขั้นพื้นฐานย่างไหลลื่นภายใน 3 เดือนก็สามารถเรียนรู้กับคอร์สเรียน Eng Breaking ของ X3english ที่มีทั้งหมด 12 บทเรียน 36 หัวข้อพื้นฐานในการสื่อสาร และ 12 โบนัสบทเรียนขั้นสูง, 36 หัวข้อขั้นสูงในการสื่อสาร
  • ถ้าคุณมีวัตถุประสงค์คือ การออกเสียงตามมาตรฐานและเป็นธรรมชาติใน 1 เดือนเดือนก็สามารถเรียนรู้กับคอร์สเรียน Ulti Pronun ที่มี หนังสือตำราเรียน Ulti Pronun, 3 โมดูลตั้งแต่ระดับพื้นฐานถึงระดับสูงของระบบการออกเสียงภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน และวิดีโอฝึกสอน 103 บทและฝึกฝนทุกวัน รับรองว่าคุณจะบรรลุเป้าหมายในการเรียนภาษาอังกฤษด้วยตัวเองอย่างแน่นอน

#7. เรียงลำดับการเรียน เริ่มจาก คำ ถึง ประโยค สุดท้ายคือ บทความ

แต่ละคำในภาษาอังกฏษก็จะมีความหมายและหน้าที่แตกต่างกันไป ดังนั้นจำเป็นที่ต้องเข้าใจวิธีการใช้งานให้ถูกต้องก่อนที่คุณจะสร้างเป็นประโยคเช่น

คำนาม: ในประโยคจะเป็นคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ เช่น ชื่อคน Jack, Mike…หรือ พูดถึงตัว แมว ไก่ หรือ สถานที่เช่น อัฟริกา มัน ฯลฯ

คำคุณศัพท์: ที่ใช้ในประโยคเพื่อขยายลักษณะของคำนาม เช่น สูง สวย รับผิดชอบ น่าสนใจ ฯลฯ

คำกริยาวิเศษณ์: ใช้ในกรณีเราอยากอธิบาย สิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นที่ไหน เมื่อไรและอย่างไรเ หรือบอกปริมาณ ระดับความรุนแรง ความถี่และความคิดเห็นอีกด้วย

คำนำหน้าคำนาม: คำนำหน้านาม เช่น a, an, the  ให้เรารู้ว่า เรากำลังพูดถึงอะไรอยู่ ทำหน้าที่ขยายคำนาม มีลักษณะคล้ายคลึงกับคำคุณศัพท์นั้นเองแต่ต้องไปด้วยกับคำนามเท่านั้น

คำกิริยาและกาล (TENSES) :คำกริยาบอกให้เรารู้ว่า เกิดอะไรขึ้นและเกิดขึ้นตอนไหน ในอดีต ปัจจุบัน หรือในอนาคต ให้คนอ่านเข้าใจง่ายว่าเรื่องที่กำลังพูดถีงเกิดจากสถานการณ์แบบไหน เป็นไวยากรณ์ภาษาอังกฤษที่สำคัญที่จำเป็นต้องเรียนรู้

SPEECH: ใช้ในกรณีมีใครพูดอะไรหรือเขียนถึงสิ่งที่มีคนเคยพูดไว้ เราก็ใช้ Indirect speech ยกตัวอย่างเช่น Mike said,”I want to go home” ถ้าเราพูดต่อคำของ Mike ให้อีกคนได้ทราบในกรณีนี้เราใช้  Indirect speech และไม่ต้องใช้เครื่องหมายคำพูด “” จะเป็น Mike said he wanted to go home. แปลว่า ไมค์บอกว่าเขาอยากกลับบ้าน

ส่วน direct speech คือการยกเอาคำพูดของคนอื่นมาพูดซ้ำอีกครั้ง โดยไม่มีการต่อเติมเพิ่มอะไร ยกตัวอย่างเช่น Mike said 

”The exam is easy”.ในกรณีนี้เราใช้  direct speech และต้องใช้เครื่องหมายคำพูด “” คือ  “The exam is easy” Mike said หรือ “The exam is easy “.

เรียนรู้วิธีการสร้างประโยคกับไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ

เมื่อคุณมีศัพท์แล้วอยากแต่งตั้งประโยค คุณก็จำเป็นต้องรู้ว่ามีวิธีการสร้างอย่างไร ในหนึ่งประโยคประกอบอะไรได้บ้าง อะไรสำคัญอย่างไรน X3english ขอสรุปเอาไว้ว่า ในหนึ่งประโยคภาษาอังกฤษต้องมีรูปแบบดังนี้

Subject + verb + object + ส่วนขยาย

  • Subject ในประโยคจะเป็นคน หรือ สัตว์ ที่ลงมือทำก่อให้เกิด verb  และเป็นส่วนที่ขาดไม่ได้ในประโยคหนึ่ง 
  • Verb ในประโยคจะเป็นการกระทำและขาดไม่ได้ในประโยคหนึ่ง 
  • Object ในประโยคจะเป็นคนหรือ สี่งของที่รับผลกระทบจากการกระทำที่พูดดังกล่าว มีก็ได้ ไม่มีก็ได้แล้วแต่กรณีและขึ้นอยู่กับ  verb 
  • ส่วนขยาย มีในประโยคหนึ่งเพื่อขยายความหมายของประโยคนั้นๆ เช่นพูดถึงสถานที่ วันเวลา หรือสาเหตุต่างๆ ที่ก่อให้เกิดการกระทำดังกล่าว เพื่อทำให้ประโยคสมบูรณ์

สรุปได้ง่ายๆ คือสำหรับการใช้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษเมื่อสร้างประโยคจำเป็นต้องมี Subject + Verb ยกตัวอย่างเช่น Mike made cake in the kitchen. แปลว่า ไมค์ทำเค้กในห้องครัว

แต่ถ้าเราเอา Subject ออกจากประโยคนี้ จะกลายเป็น _made cake in the kitchen. (?) ทำให้คนอ่านหรือฟังจะไม่เข้าใจเลยว่า ใครเป็นคนที่ทำเค้กในห้องครัว

แต่ถ้าเอาเอา Verb ออกจากประโยคนี้ จะกลายเป็น Mike_cake in the kitchen. (?) ทำให้คนอ่านหรือฟังจะไม่เข้าใจเลยว่าไมค์กับเค้กเกี่ยวข้องอะไรกัน

เลยจะเห็นได้ว่าสำหรับการตั้งประโยคภาษาอังกฤษไม่สามารถขาด Subject + Verb

ในกรณีที่ 3 พูดถึงหน้าที่ของ Object ในประโยคดังกล่าว ถ้าเราเอา Object ออกประโยคถึงจะมีความหมายหรือไม่เช่น Mike made _ in the kitchen. (?) ทำให้เราจะไม่เข้าใจเลยว่างั้นตกลงไมค์กำลังทำอะไรในห้องครัวใช่ดังนั้นประโยคต้องการมี Object ประกอบด้วย แต่ไม่ใช่ทุกกรณี เพราะสำหรับบางประโยค Verb ได้ทำหน้าที่ของ Object ด้วยแล้วง่ายๆ เช่น “I sleep” แปลว่า ฉันนอน แค่นั้นคนฟังก็เข้าใจแล้วว่าใคร กำลังทำอะไร ไม่ต้องเพิ่ม Object อยู่หลัง Verb อีกแล้ว

ข้อมูลขยายเพิ่มคือสิ่งที่มีก็ได้ ไม่มีก็ได้ ถ้ามีจะทำให้ประโยคได้ขยายความหมาย ถ้าไม่มีก็ไม่ทำให้ประโยคเปลี่ยนแปลงความหมายไปเช่น

Mike made cake in the kitchen yesterday ( ข้อมูลขยายเพิ่มพูดถึงเวลา)
Mike made cake in the kitchen  quickly (ข้อมูลขยายเพิ่มวิธีการกระทำ)
Mike made cake because girlfriend asked him to (ข้อมูลขยายเพิ่มพูดถึงสาเหตุ)

ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษสำหรับการเขียนย่อหน้า

แม้จะเป็นการเขียนบทความตอนสั้นๆ ประมาณ สามถึงห้าบรรทัด คุณก็ต้องมีรูปแบบประโยคที่เขียนให้อ่านให้เข้าใจ เพื่อสื่อถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ถูกต้อง ลองเขียนมาเกี่ยวกับหลายๆ หัวข้อ เริ่มจากหัวข้อที่ง่ายๆ เช่นเรื่องแนะนำตัว เรื่องงานอดิเรก เรื่องการทำงาน เรื่องเพื่อนสนิท เป็นต้น ที่พยายามใช้ศัพท์และไวยากรณ์ที่ได้เรียนรู้มา ประยุกต์ใช้ในงานเขียนนี้ เขียนวันละสักหนึ่งงานสั้นๆ  ก่อนที่เขียนก็ต้องรู้ได้ว่าหัวข้อที่เราจะเขียนคือเรื่องอะไร แล้วอะไรจะเป็นประเด็นหลักในบทความนี้ บทความนี้ใช้ กาล (TENSES) อะไร แล้วให้อาจารย์ หรือเพื่อนๆ ต่างชาติช่วยเราเช็กคำผิด คำถูก ถ้าขยันทำแบบนี้ รับรองอีกไม่กี่เดือนคุณจะจำไวยากรณ์ที่ใช้บ่อยได้ สื่อสารได้เข้าใจง่ายๆ และมีความก้าวกระโดดในการเรียนภาษาอังกฤษด้วยตัวเองได้เป็นอย่างดี

#8. เรียนรู้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษจากเว็บไซต์ชื่อดังฟรีๆ 

เว็บไซต์ที่ช่วยให้เรียนภาษาอังกฤษด้วยตัวเองที่มีประสิทธิภาพที่ไม่ควรพลาด คือ

BBC Learning English: เป็นเว็บเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์ชื่อดังทั่วโลก ที่มีหัวข้อหลากหลายตั้งแต่หัวข้อข่าวสาร เรื่องของวัฒนธรรมจนถึงหัวข้อที่คุ้นเคยกับชีวิตประจำวันที่ใครๆ ก็เรียนได้ตั้งแต่ง่ายถึงยาก

UsingEnglish.com: เหมาะสำหรับผู้เรียนที่เน้นการฟัง และทำบททดสอบภาษาอังกฤษ นอกจากนั้นผู้เรียนสามารถคุยกันได้ สอบถามเพื่อแชร์ความรู้และประสบการณ์ซึ่งกันและกันได้

Englishclub.com: เป็นเว็บเหมาะสมสำหรับใครที่กำลังมองหาแบบทดสอบควาามรู้ต่างๆ เป็นภาษาอังกฤษ รวมถึงไวยากรณ์ที่สรุปออกมาให้ผู้เรียนเข้าใจได้แบบง่าย ๆ

EnglishGrammar.org: ใครที่กำลังมองหาบททดสอบ IELTS ก็ไม่ควรพลาดเว็บนี้ ที่มีสารดีๆ เกี่ยวกับไวยากรณ์ภาษาอังกฤษที่หลากหลาย และผู้เรียนสามารถแนะนำ แสดงความคิดเห็นของตัวเอง หรือถามตอบในเว็บนี้ได้ด้วย

คุณสามารถเรียนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษผ่านเว็บได้
มีหลากหลายเว็บไซต์สอนภาษาอังกฤฟรีที่ไม่ควรพลาด >>อ่านเพิ่มเติมที่นี่

ท้ังหมดนี้ดคือวิธีเรียนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ ที่เว็บไซต์สอนภาษาอังกฤษ X3english.co.th ฝากไว้ให้คุณ เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ด้วยตัวเองอย่างมีประสิทธิภาพที่ดี บรรลุเป้าหมายการเรียนเร็วๆ นี้ และอย่าลืมติดตาม X3english เพื่อเก็บไว้สารดีๆ ในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษทุกรูปแบบที่คัดมาให้สำหรับคุณ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *